The Break-up : เธอไม่ยอมเปลี่ยน ฉันไม่ยอมเปลี่ยน

 

 

มีเรื่องหนึ่งที่ผมยังไม่ได้เล่าในไดอารี่ ระหว่างการเดินทางไปเชียงใหม่ เพื่อไปทำงาน เช้าตรู่วันนั้นผมเดินทางไปถึงสนามบินสุวรรณภูมิ พร้อมๆ กับ ต้น ช่างภาพหนุ่มสุดหล่อ ขณะที่กำลังรอคนอื่นๆ ที่จะเดินทางไปพร้อมกัน สายตาผมกวาดไปเรื่อยๆ หวังว่าบางทีจะเจอคนรู้จัก แล้วก็ไม่น่าเชื่อ ผมเจอคนรู้จักเข้าจริงๆ

 

 

พี่P. แฟนเก่าของผม เดินมากับ(แฟนใหม่) เรื่องตลกก็คือ เมื่อก่อนพี่P. ถือว่าเป็นสามีของผม แต่ตอนนี้ พี่P. มีสามีเป็นของตัวเองแล้ว (งงไหม) เราแวะทักทายกันนิดหน่อย แล้วก็แยกย้ายกันไป .. ชั่วเวลาครู่เดียว ผมย้อนคิดถึงวันที่เราเคยคบกัน

 

 

เราเจอกันผ่านอินเตอร์เนต เริ่มคุยจากการเป็นพี่น้อง และเพราะความเป็นพี่น้อง เราจึงคุยกันแบบหมดเปลือก เรื่องบางเรื่องที่ล่อแหลม และไม่น่าจะเล่าให้ใครฟังได้ เราก็เล่ากันจนหมด แล้วในคืนหนึ่งที่เราเมาด้วยกันทั้งคู่ มันก็ลงเอยด้วยเซ็กส์ และเราก็คบกัน ...

 

 

แต่ก็นั่นล่ะ เพราะสถานะที่เคยคบกันก่อนหน้านี้ เรื่องบางเรื่องที่คนที่เป็นแฟนไม่ควรจะรู้ เราก็ดันรู้กันหมดไส้หมดพุงเสียแล้ว เริ่มแรกเราตกลงกันว่า โอเค ไม่ต้องเปลี่ยนนิสัยกันหรอก ขอแค่ค่อยๆ ปรับกันไปได้ไหม เริ่มแรกเราทั้งคู่ต่างเชื่อมั่นในความรัก และคิดว่าเราสามารถปรับปรุงตัวเองได้ แต่เวลาผ่านไป เราก็รู้ว่ามันเปลี่ยนกันไม่ได้ชั่วข้ามคืนหรอก ... ลงท้ายผมขอเลิกกับเขา แต่ก็น่าตลกดีที่สถานะของเรายังคงเดิม เราเป็นเพื่อนคุยที่ดีต่อกันตลอดมา

 

 

ใน The Break-up เล่าเรื่องความรักของ แกรี่ และ บรูค ทั้งคู่เริ่มต้นกันอย่างน่ารัก แต่หนังก็ตัดกลับมาถึงช่วงเวลาที่กำลังถึงจุดแตกหัก เริ่มจากเรื่องเล็กๆ น้อยๆ อย่างการไม่ช่วยล้างจาน ซื้อของไม่ครบ ลุกลามใหญ่โต ถึงขั้นประกาศสงคราม ทั้งคู่บอกเลิกกัน แต่เพราะต่างก็ร่วมหอลงโลงกันแล้ว การแบ่งอพาร์ทเม้นท์ เป็น 2 ส่วนจึงเกิดขึ้น

 

 

ฟังดูนี่เหมือนจะเป็นเรื่องตลกโรแมนติก แต่เปล่าเลย หลายช่วงหลายตอน The Break-up ทำให้ผมรู้สึกอึดอัด หงุดหงิดที่ทำไม ทั้งคู่ถึงไม่ยอมนั่งลงพูดจากันดีๆ ซะที ทำไมถึงไม่ทำตัวเป็นผู้ใหญ่ คิดแก้ไขอะไรในความสัมพันธ์ แทนการเล่มสงครามประสาทแบบนี้

 

 

แต่เมื่อผมย้อนคิดถึงตัวเอง อืม บางทีเราก็ทำตัวเป็นเด็กไม่รู้จักโต เราหลีกเลี่ยงที่จะนั่งลงทำความเข้าใจกันดีๆ เรามัวแต่คิดว่าอีกฝ่ายจะเข้าใจว่าเราคิดอะไร และทำตามที่เราต้องการได้ เราคาดหวังมากเกินไป เราหวังให้เขาเข้าใจเรา โดยลืมที่จะเข้าใจเขา แน่นอน หลายครั้ง เราก็ลืมเหตุผลเพราะใช้อารมณ์เป็นที่ตั้ง ...

 

 

และเมื่อเขาไม่ยอมเปลี่ยน เราไม่ยอมเปลี่ยน เราต่างก็ยังทำตัวเหมือนเคยๆ สุดท้ายความรักก็ไม่อาจช่วยอะไรได้หรอก ...

 

ไปดูมาแล้วเหมือนกัน เราชอบเรื่องนี้มากนะ ... มันเป็นอะไรที่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคู่ ไม่ใช่แค่การพูดถึงวัฒนธรรมอเมริกัน ...

003899
16 ธ.ค. 2549 เวลา 23:40 น.
ไหนบอกจะเอารูปตากล้องสุดหล่อมาโชว์ไง
000137
16 ธ.ค. 2549 เวลา 23:56 น.
น่าดูแฮะ
000092
17 ธ.ค. 2549 เวลา 09:04 น.
จริงๆ นะ น้องหนุ่ม ถ้าไม่ยอมเปลี่ยน มันก้อคือ จบนั่นแหละ


001563
17 ธ.ค. 2549 เวลา 11:57 น.
พูดกันมากขึ้น

เข้าใจกันมากขึ้น
002135
17 ธ.ค. 2549 เวลา 11:58 น.
ชอบหนังเรื่องนี้มากๆๆๆคับ

ถึงแม้หลายๆคนจะบ่นว่า น่าเบื่อ
ดูจบปุ๊บ ได้อะไรหลายอย่างกลับมาคิดเลย

อีกอย่าง อนิสตัน น่ารักมากๆๆ
แอบดู
18 ธ.ค. 2549 เวลา 07:32 น.
ต้องไปตามดู ว่าจะเช่าแต่ไม่มีเวลาเลยยย
ไม่แน่พรุ่งนี้อาจจะเจอกันนะจ๊ะ
:)
002415
18 ธ.ค. 2549 เวลา 15:32 น.
อยากดู เดอะฮอลิเดย์ง่า
น้องหนุ่มนั่งกลางแฟนนั่งซ้าย เพ่นั่งขวา
ฮิ้วๆ
มิ๊กกี้เมา
18 ธ.ค. 2549 เวลา 16:17 น.
ขนาดรักไม่ช่วยอะไร
แล้วไอ้ที่ไม่รักกัน ก็อย่าฝันหวานใช่มะแก
อิอิ
คิดถึงนะ
เพิ่งคุยกันเมื่อวานเอง แต่คิดถึง
000682
18 ธ.ค. 2549 เวลา 16:30 น.
ยังไม่ได้ดูเรื่องนี้เลย...

พี่ไม่ค่อยอยากเจ๊อะแฟนเก่าโดยบังเอิญเท่าไหร่....โชคดีที่ยังมีเคยเดินชน ex(s) มีแต่เกือบๆ เช่นไปเอ็มโพเรี่ยมแล้วลงมาที่จอดรถพบว่ารถฮีจอดเกือบติดรถเรา
พี่อง
18 ธ.ค. 2549 เวลา 17:45 น.
เหมือนพี่เต๋าอ่ะเหรอ
003639
19 ธ.ค. 2549 เวลา 16:06 น.
จริงๆนะ อารมณ์มันชอบวิ่งมาก่อนเหตุผล กว่าจะคิดได้ มันก็นานเกินไปจนสถานการณ์เปลี่ยน แก้ไขยากขึ้น
003728
19 ธ.ค. 2549 เวลา 18:00 น.
ความคาดหวัง...เห้อ.....
000228
19 ธ.ค. 2549 เวลา 23:29 น.
we are in diaryis.com family | developed by 7republic